วันศุกร์ที่ 11 เมษายน พ.ศ. 2551

ถกเถียงเรื่องการใช้ชีวิตอมตะ ไม่ง่ายเหมือนคิด

ถึงแม้จะมีเพียง ๖๐ คนในรายการนี้ แต่สิ่งที่คนเหล่านี้นำขึ้นมาพูดถกเถียงกันนั้น ไม่ได้ไกลจากความเป็นจริงของคนหมู่มากในสังคมที่ร่ำรวยอย่างสังคมตะวันตกเลย เพราะความคิดเหล่านี้แหละที่อยู่เบื้องหลังอุตสาหกรรมเสริมสวย และผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางที่ทำให้ดูอ่อนกว่าวัย ที่ทำเงินหลายพันล้านปอนด์ต่อปี ซึ่งมีเป้าหมายเพียงอย่างเดียวเท่านั้น คือ การชะลอความแก่เฒ่าของมนุษย์ พร้อมกับการสร้างเสริมอัตตาตัวตนของแต่ละคนให้ มั่นคงมากขึ้น ซึ่งสังคมของคนยุคใหม่โดยเฉพาะในสังคมที่ร่ำรวยเช่นสังคมตะวันตกจะเรียกอัตตาตัวตนว่า “ความมั่นใจในตนเอง” หรือมี self confidence, self esteem ซึ่งฟังแล้วดีกว่าคำว่า egoistic, egocentric หรือ self-centered ด้วยความช่วยเหลือของอุตสาหกรรมโฆษณา advertising industry และกลไกของความคิดที่เป็นมายา มนุษย์จึงถูกหลอกให้เข้าใจว่าสามารถชะลอความแก่เฒ่าและอยู่เหนือความตายได้ เรื่องการรักสวยรักงามและอยากจะให้มันอยู่อย่างคงทนถาวรอาจจะฟังเป็นเรื่องเล็กน้อย หรือไร้สาระ trivial สำหรับคนที่ไม่เห็นความสวยงามเป็นเรื่องสำคัญ แต่ที่จริงแล้ว พวกเขากำลังพูดถึงหัวข้อต่าง ๆ ที่มีความสำคัญต่อชีวิตมากทีเดียว นั่นคือ การเผชิญหน้ากับความชรา ความตาย ทำอย่างไรจึงจะมีชีวิตที่เป็นหนุ่มเป็นสาวอยู่เสมอ ซึ่งเรื่องนี้คือ เรื่องการใช้ชีวิตอย่างเป็นอมตะ eternity หรือ immortality ซึ่งเป็นเรื่องเดียวกับ “การเป็น ตัวของตัวเอง” หรือ ถ้าจะเรียบเรียงคำพูดใหม่คือ การหา “ตัวจริง ๆ ของเรา” นั่นเอง
คนมักพูดถึงเรื่องการเป็นตัวของตัวเอง หรือ เป็นตัวจริง ๆ ของเราราวกับว่าเป็นเรื่องทำกันง่าย ๆ ที่จริงแล้ว เป็นสิ่งที่ทำได้ยากที่สุด เพราะเป็นเรื่องการต่อสู้กับความคิดความรู้สึกภายในของตนเอง ซึ่งเป็นเรื่องเกี่ยวกับศาสนาพุทธและเป็นรายละเอียดของเรื่องการปฏิบัติสติปัฏฐานสี่โดยตรง

หาภูมิปัญญาเด็ด ๆ ไม่ได้

เมื่อเข้าไปสู่ช่วงกลางของรายการนั้น การพูดคุยกันระหว่างผู้ร่วมรายการค่อย ๆ เผ็ดร้อนมากขึ้น ฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยกับการทำสาวและชะลอความชราเช่นนั้นจึงตอบโต้ด้วยคำพูดและอารมณ์ที่ค่อนข้างรุนแรง เช่น
ทำไมคุณจึงเป็นตัวของตัวเองไม่ได้
Why can’t you be your true self?
ดิฉันฟังประโยคนั้นแล้ว ก็อยากจะฟังซิว่าคนพูดได้รู้จักตัวจริงของตนเองมากแค่ไหน อยากรู้ว่าจะมีใครในรายการนี้ที่มีภูมิปัญญารู้เรื่องราวของชีวิตอย่างแท้จริงหรือไม่ ซึ่งนอกจากไม่มีแล้ว ยังมีความคิดที่แสดงออกถึงความอ่อนหัดต่อชีวิตมากทีเดียว มีชายหนุ่มคนหนึ่งพูดกับหญิงที่ไปทำศัลยกรรมยืดหน้าคนหนึ่งว่า
ทำไมคุณจึงกลัวความแก่มากเช่นนั้น ความแก่เป็นเรื่องผิดอะไรหรือ
หญิงวัยห้าสิบเศษจึงรีบตอบสวนไปว่า
คุณอย่าลืมนะว่า ความชราหมายถึงความตายด้วย แล้วคุณต้องการตายหรือ?
หญิงวัย ๔๐ อีกคนหนึ่งพูดอย่างภูมิใจว่า เธอยังสามารถยั่วยวนชายอายุน้อยกว่าให้มาสนใจในตัวเธอได้ และชายหนุ่มคนนั้นก็ยังยอมอยู่กับเธอแม้ทุกวันนี้ คำพูดของหญิงที่ดูเหมือนหลงตัวเองนี้ได้ทำให้คนหลายคนในรายการสั่นหน้าและแสดงความขยะแขยงออกมาอย่างชัดเจน
คนหนุ่มสาวเหล่านี้ลืมไปว่าในอีกเพียง ๒๐ หรือ ๓๐ ปีเท่านั้น พวกเขาก็จะอยู่ในเรือรำเดียวกับคนสูงอายุที่เขากำลังวิจารณ์และดูหมิ่นอยู่ และเวลา ๒๐ ปีนั้นก็จะผ่านไปเร็วเหมือนปีกบิน และพวกเขาก็อาจจะต้องมาเรียงคิวเข้าสู่ขบวนการชะลอความแก่เฒ่าโดยการทำหนุ่มทำสาวเหมือนคนน่าสงสารเหล่านี้เช่นกัน

ต่อสู้กับความแก่เฒ่าด้วยศัลยกรรมตกแต่ง

ในขณะที่รายการสนทนานี้ดำเนินไปนั้น ดิฉันก็ได้เรียนรู้ข้อเท็จจริงมากมายเกี่ยวกับผู้หญิงเราที่พยายามจะต่อสู้กับความแก่เฒ่าที่หลีกเลี่ยงไม่ได้นี้ได้อย่างไร จะไปอ่านหรือฟังอะไรก็ไม่น่าสนใจเท่ากับการฟังประสบการณ์ส่วนตัวจริง ๆ บางรายฟังแล้วก็อดสงสารไม่ได้ สิ่งที่คนนิยมทำกันมากที่สุดคือ การทำศัลยกรรมตกแต่งที่จะทำให้ใบหน้าดูเต่งตึงและอ่อนกว่าวัยอยู่เสมอ อีกสิ่งหนึ่งซึ่งเป็นวิธีการใหม่คือ สิ่งที่ฝรั่งเรียก โบท๊อกซ์ ทรีทเม็นท์ Botox treatment คือ การฉีดสารพิษจำนวนน้อยนิดชนิดหนึ่งเข้าไปในบริเวณผิวหนังที่เหี่ยวย่น สารพิษนั้นจะไปทำให้เนื้อที่เหี่ยวย่นนั้นกลับนูนขึ้นมาอีก ทำให้ดูสาวมากขึ้น ซึ่งการฉีดครั้งหนึ่ง จะอยู่ได้ประมาณ ๔ – ๖ เดือน ค่าใช้จ่ายประมาณ ๒๐๐ ถึง ๓๐๐ ปอนด์ ต่อครั้ง นี่คือสิ่งที่ดิฉันได้เรียนรู้จากบรรดาสุภาพสตรีในรายการนี้ เพื่อทำให้ตนเองดูอ่อนกว่าวัย

ตัวจริง ๆ ของเราอยู่ที่ไหน

ตัวจริง ๆ ของเราอยู่ที่ไหน
Finding Our True Self
ฝรั่งคุยเรื่อง “กลัวความชรา”

เช้าวันหนึ่งเมื่อสองปีก่อน ในขณะที่ดิฉันกำลังทำโยคะอยู่ คิดว่าควรจะติดตามข่าวเสียหน่อยว่ามีเรื่องอะไรใหม่ ๆ เกิดขึ้นในโลกนี้บ้าง จึงคิดจะดูข่าวของบีบีซีเสียหน่อย ซึ่งดิฉันมักถือเป็นโอกาสฝึกเรียนภาษาอังกฤษไปด้วย ดิฉันเปิดไม่ถึงช่องของบีบีซีที่มีข่าว ๒๔ ชั่วโมง แต่มาติดที่รายการโทรทัศน์อีกช่องหนึ่งของบีบีซีเช่นกัน จัดโดยนักจัดรายการชายผู้หนึ่งที่มีเสียงกำมะหยี่ที่เพศหญิงชื่นชมมาก ชื่อ คิลรอย ซิลค์ Kilroy Silk เขามีวิธีการพูดและบุคคลิกที่มีเสน่ห์มาก เป็นรายการที่มีผู้ฟังประมาณ ๖๐ คน แต่มีเพียงบางคนเท่านั้นที่ได้เล่าประสบการณ์ชีิวิตของตนเองในห้องส่งของสถานีโทรทัศน์ตามหัวข้อที่ตั้งขึ้นมา คนที่ยกมือแล้วมีโอกาสได้พูดก็สามารถให้ความคิดเห็นต่าง ๆ ด้วย หัวข้อที่พูดสนทนาในวันนั้นคือ “กลัวความชรา” Too scared to grow old.

ถึงแม้ดิฉันรู้ดีว่ารายกายเช่นนี้เป็นอย่างไร และกำลังจะเปลี่ยนช่องอยู่นั้น ดิฉันก็ต้องมาสะดุดที่คำพูดของหญิงวัย ๔๐ เศษคนหนึ่ง เธอแต่งตัวสุภาพ เรียบร้อย สวยงาม ดูเป็นผู้ดีทุกกระเบียดนิ้ว เธอพูดว่า

“ทุกครั้งที่ดิฉันเห็นตัวเองในกระจก ดิฉันยอมรับกับตัวเองได้ยากมากว่าใบหน้าที่เหี่ยวย่นในกระจกนี้คือตัวดิฉัน เพราะดิฉันไม่ได้รู้สึกว่าเป็นคนนั้นเลย คนนั้นไม่ใช่เป็นตัวจริงของดิฉัน ในหัวใจของดิฉันนั้น รู้สึกเป็นอีกคนหนึ่งที่หน้าตาไม่เหมือนหญิงคนที่ดิฉันเห็นในกระจกเลย”

ในขณะที่เธอกำลังปลดเปลื้องเสื้อผ้าที่่ปกปิดความรู้สึกส่วนลึกของตนเองออกให้ชาวโลกเห็นตัวใจที่เปลือยเปล่านั้น ดิฉันจึงมองเห็นความรู้สึกที่เจ็บปวดในจิตใจของหญิงคนนี้ได้อย่างชัดเจน เครื่องสำอางของเธออาจจะสามารถปกปิดรอยเหี่ยวย่นบนใบหน้าได้บ้าง แต่ไม่สามารถปกปิดความกลัว ความไม่มั่นคง และการขาดความมั่นใจในตัวเองที่แสดงออกมาทางสายตาและใบหน้าได้เลย ในขณะนั้น ดิฉันรู้สึกสงสารหญิงคนนี้อย่างจับใจ สงสัยว่า หากเธอยังมีความกลัวภาพเหมือนในกระจกของตนเองอยู่ทุกวี่วันเช่นนี้แล้ว เธอจะมีชีวิตอยู่ได้อย่างไร เพราะเธอจะไม่สาวขึ้น จะต้องแก่ตัวลงมากกว่านี้ สิ่งที่ทำให้ดิฉันต้องหยุดดูรายการนี้แทนการดูข่าวในเช้าวันนั้นคือ คำสนทนาที่ล้วนวนเวียนอยู่กับคำวลีที่ว่า “ตัวจริงของฉัน” my true self, your real self

วันอังคารที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2550

การใช้ชีวิตอย่างมีประสิทธิภาพประสิทธิผล

การใช้ชีวิตอย่างมีประสิทธิภาพประสิทธิผล

ท่านเชื่อเรื่องการถอดจิตหรือไม่ ชาตินี้ตายแล้วสูญ หรือว่าชาตินี้ตายแล้วได้ไปเกิดใหม่ท่านเชื่ออย่างไร แต่มีบุคคลที่เคยให้คำรับรองว่าชาติที่แล้วชาติหน้ามีจริง คือ พระพุทธเจ้า หลวงพ่อฤษีลิงดำ หมอชิน โอสภ ดร สนอง วรอุไร และมีบุคคลที่เคยตายไปแล้วฟื้นขึ้นมาบอกกล่าวเล่าเรื่องที่เขาได้ไปเที่ยวนรก สวรรค์ พระพุทธเจ้าท่านทรงบอกว่าอย่าเชื่อให้ไปพิสูจน์เอง คุณหมอชินโอสถ เคยเป็นสาธารณสุขจังหวัดนครราชสีมา และได้เคยไปกราบหลวงพ่อฤษีลิงดำ ท่านรับรองว่าเราสามารถถอดจิตได้ ชาตินี้ชาติหน้ามีจริง ให้ไปพิสูจน์โดยให้นั่งสมาธิจนจิตสงบจนถึงฌานสี่แล้ว จะเกิดอภิญญาถอดจิตได้ อยากเห็นชาติที่แล้วเราเกิดเป็นอะไรอยากรู้อะไรจะเห็นได้หมด ถ้าถึงฌานสี่แล้วไม่เห็นให้ไปลงประกาศในหนังสือพิมพ์ด่าหลวงพ่อได้เลย หมอชินโอสถรับคำท้า และสามารถนั่งสมาธิถึงฌานสี่ถอดจิตได้จริง ขอเห็นเทวดา เทวดาก็ปรากฏกายออกมา หมอบอกว่าคำว่าพรสวรรค์เป็นสิ่งที่ติดตัวสะสมมาจากชาติที่แล้ว เมื่อ ปี 2518 ดร สนอง วรอุไร หลังจากจบดอกเตอร์จากประเทศอังกฤษ ได้อุปสมบทที่วัดมหาธาตุได้เจ้าคุณธรรมโชดกเป็นพระอาจารย์ที่ยิ่งใหญ่มากเป็นพระอาจารย์ของหลวงพ่อจรัญ เจ้าอาวาสวัดอัมพวัน จังหวัดสิงห์บุรี คุณแม่สิริ กรินชัย ดร สนอง บวชได้เก้าวันก็สามารถถอดจิตได้ท่านให้เหตุผลตามหลักวิชาการว่า เมื่อทำจิตสงบ แล้วจะเกิดพลังที่เรียกว่า เบต้าฟิสิกส์ จิตจะออกจากกาย ท่านเห็นชาติที่แล้วท่านก็ ร้องไห้ ไม่ใช่ร้องไห้ด้วยความดีใจที่ตัวเองสามารถมีอภิญญา ท่านร้องไห้เพราะ ความไม่รู้ ท่านเห็นถนนสายหนึ่งที่ยาวไกลสุดลูกหูลูกตาเป็นแต่ละชาติที่เกิดมากว่าที่เราจะพัฒนาจนได้เกิดมาเป็นมนุษย์นั้นแสนยากลำบากมาก เพราะความไม่รู้ทำให้ แต่ละชาติที่เกิดมาท่านทำกรรมใดไว้ก็ต้องชดใช้กรรมในทันทีในชาตินั้นเลยแต่ถ้าใช้กรรมไม่ทันก็ต้องไปใช้ต่อในชาติหน้า ก่อนที่ท่านจะบวชท่านยังไม่รู้ แต่เมื่อท่านสึกออกมาชาตินี้ท่านรู้แล้วไม่ว่าจะคิดจะพูดจะทำ ท่านจะคิดเสมอว่าต้องไปชดใช้กรรมเขาหรือไม่ ดังนั้นคำว่าความไม่รู้มีความหมายมาก ดิฉันได้เคยพบลูกนกพิราบตกลงไปในคลองประปาจึงทำให้มันไม่สามารถบินได้ มันลอยคอมาติดอยู่ที่ตอหม้อสะพาน จึงได้เดินลงไปหวังจะช่วยชีวิตมันให้ขึ้นจากน้ำแต่เพราะสัญชาตญาณและความไม่รู้ว่าจะมีคนมาช่วยชีวิตมัน มันจึงว่ายน้ำหนี เพราะความไม่รู้จึงทำให้นกตัวต้องตายอย่างแน่นอน ถ้านกตัวนั้นรู้ว่า เราจะช่วยชีวิตมันก็คงยอมให้เราจับมันขึ้นจากน้ำ วัตถุประสงค์ที่มาบอกกล่าวในวันนี้เพื่อต้องการให้พวกเราที่ยังไม่รู้ได้รู้ว่าสิ่งมีชีวิตในโลกนี้เหมือนเราเป็นนักเรียนที่กำลังศึกษาอยู่ในโรงเรียนโลกที่ไม่สามารถที่จะลาออกได้เลย ถ้าทำไม่ดีก็ต้องซ้ำชั้นใหม่หรือถ้าไม่ดีมากๆ ก็จะต้องไปตกนรก กว่าที่เราจะได้เกิดมาเป็นมนุษย์เราได้ทำบุญสะสมมามากและให้รู้ว่าการใช้ชีวิตอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลจะทำให้เราสามารถเลือกเกิดในชาติหน้าได้ โดยให้คิดพูดทำไม่เบียดเบียนใครเราจะได้ไม่ต้องไปชดใช้กรรมเขาทั้งในชาตินี้และชาติหน้า เมื่อกรรมไม่ทำแต่ทำแต่ความดีจึงจะเรียกว่า ใช้ชีวิตอย่างมีความหมาย การทำดีถือเป็นการสะสมบุญไว้ใช้ทั้งชาตินี้และชาติหน้า บุญในทางพุทธศาสนามีอยู่ด้วยกัน 3 หมวด คือ ทาน ศีล ภาวนา
1 ทาน คนไทยนิยมทำบุญด้วยการสละทรัพย์แต่ท่านทราบหรือไม่ว่าการทำบุญในหมวดทานด้วยการสละทรัพย์ยังได้บุญน้อยกว่าในหมวดถือศีลและภาวนา การทำทานกับสัตว์เดรัญฉานด้วยการให้อาหาร หนึ่งร้อยครั้งยังได้บุญน้อยกว่าการให้อาหารกับคนเพียงครั้งเดียว การทำบุญกับพระพุทธเจ้าร้อยครั้งยังไม่เท่ากับทำบุญด้วยการทำสังฆทานเพียงครั้งเดียว การทำบุญด้วยการทำสังฆทานร้อยครั้งยังไม่เท่ากับการทำบุญสาธารณประโยชน์เพียงครั้งเดียว การทำบุญที่ได้บุญสูงสุดในหมวดทานคือ การให้อภัยทาน กิเลสนั้นมีอยู่ สาม ตัวคือ ความโลภ ความโกรธ ความหลง การทำบุญในหมวดทาน จะเป็นการลดกิเลสคือความโลภ แต่การให้อภัยทานถือเป็นการลดกิเลสถึงสองตัวคือ ลดทั้งความโลภและความโกรธ จึงทำให้อภัยทานเป็นการทำบุญใน หมวดทานที่ให้อานิสงส์ผลบุญสูงสุด
2 ศีล การรักษาศีลจะทำให้เรามีความระวังในการคิดพูดทำเพื่อไม่เบียดเบียนใคร เป็นหลักประกันว่าชาติหน้าได้เกิดมาเป็นมนุษย์ ศีลข้อที่หนึ่งไม่ฆ่าสัตว์ ชาติหน้าเกิดมาจะมีสุขภาพแข็งแรง ศีลข้อสองไม่ลักทรัพย์ อานิสงส์ทำให้รวย ศีลข้อสามไม่ประพฤติผิดในกาม จะทำให้เราเป็นชายหญิงอย่างสมบูรณ์ ศีลข้อสี่ไม่พูดปด ทำให้เป็นคนมีความน่าเชื่อถือ ศีลข้อห้าไม่ดื่มสุรา ชาติหน้าได้เกิดมาเป็นมนุษย์ ก่อนออกจากบ้านกราบไหว้พระสามครั้งแล้วพูดว่า ศีลข้อที่หนึ่งไม่ฆ่าสัตว์ ศีลข้อที่สองไม่ลักทรัพย์ ศีลข้อที่สาม ไม่ประพฤติผิดในกาม ศีลข้อสี่ ไม่พูดปด ศีลข้อห้าไม่ดื่มสุรา บัดนี้ข้าพเจ้าได้ตั้งใจรักษาศีลแล้ว บัดนี้ข้าพเจ้าเป็นผู้มีศีลแล้วอานิสงส์นี้ขอให้ แล้วแต่เราจะขอ เช่นขอให้วันนี้ทำงานสำเร็จไปด้วยดี ถ้าวันนี้มีงานเลี้ยงก็รักษาศีลสี่ โดยก่อนดื่มสุรา ก็บอกว่าศีลข้อห้า เอาไว้ก่อน หลังจากจบงานเลี้ยงแล้วค่อยมารักษาศีลห้าใหม่ ก็จะทำให้เราเป็นผู้มีบุญจะทำสิ่งใดก็มักจะประสบความสำเร็จ
3 การภาวนา เป็นบุญสูงสุดในหมวดการทำบุญ ท่านว่าทำสมาธิภาวนาเพียงแค่ช้างกระดิกหู หรือไก่กระพือปีกก็ได้บุญมหาศาลแล้ว ปกติคนเรามักจะมีความคิดเหมือนน้ำมักจะไหลลงสู่ที่ต่ำ เราจึงควรต้องมีสติไว้เป็นเครื่องกั้น ใช้สติกำกับให้รู้ เท่าทันต่อกิเลส ไม่ว่าจะคิดพูดทำถ้ามีสติแล้วเราจะไม่เบียดเบียนใครและไม่ต้อง ก่อกรรมเมื่อไม่ต้องก่อกรรมก็ไม่ต้องไปชดใช้กรรมให้กับใคร ในขณะเดียวกันก็ทำแต่บุญ อานิสงส์อย่างน้อยที่สุดชาติหน้าก็ได้เกิดมาเป็นมนุษย์ เทวดา หรือได้ไปนิพพานหลุดจากวัฏฏสังสารนี้ไม่ต้องมาเกิดเป็นมนุษย์อีกไม่ต้องมาพบกับความทุกข์ ถือว่าเราเป็นนักเรียนที่ได้เรียนจบจากโรงเรียนโลกแล้ว ดังนั้นในหมวดการภาวนาจึงเป็นหมวดที่ให้อานิสงส์บุญสูงสุด
เมื่อเราได้ทำความดีทำบุญไม่ว่าจะเป็นการทำทาน ถือศีล หรือภาวนาเราจะรู้สึกอิ่มใจก่อนจะกระทำเราก็รู้สึกชื่นใจ ขณะทำก็เป็นสุขใจ เมื่อได้กระทำแล้วคิดขึ้นมาทีไรก็รู้สึกสบายอกสบายใจ นี่แหละที่จะทำให้จิตใจของเราเบิกบานผ่องใสเป็นจิตใจที่มีประสิทธิภาพ ถ้าเราประพฤติปฏิบัติตนให้เป็นนิสัยอย่างนี้สม่ำเสมอรักษาใจให้เป็นบุญเป็นกุศลตลอดเวลาตลอดชีวิตย่อมเกิดประสิทธิผล คือ ได้สะสมบุญเหมือนเป็นการฝากบุญไว้กับสวรรค์ชาติหน้าต้องได้ไปดีแน่นอนหรืออาจจะจบจากโรงเรียนโลกนี้ได้ไปนิพพาน
ขอสรุปว่า ถ้าเราสามารถทำจิตใจให้มีความเบิกบานเป็นสุข เรียกว่าเราสามารถใช้ชีวิตอย่างมีประสิทธิภาพ เมื่อสามารถทำจิตใจอย่างนี้ได้ตลอดไปเรียกว่าเราสามารถใช้ชีวิตได้อย่างมีประสิทธิผล ย่อมส่งผลให้เราสามารถไปนิพพานซึ่งเป็นสิ่งสูงสุดที่เราไม่ต้องมาเวียนว่ายตายเกิดให้เป็นทุกข์อีกต่อไป



มณีโชค ตติยไตรรงค์ ผู้เรียบเรียง
0865082372

วันศุกร์ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2550

ของฝากครับ ลองอ่านดูนะครับ...

ของฝากครับ ลองอ่านดูนะครับ...
ชีวิตเรามีอะไรอีก ที่น่าสนใจ เราอาจจะลืมมันไปแล้วก็ได้
Keep Walking
"ไม่กล้า ก็ไม่มีวันเดินหน้า"
"เพียงเมื่อท่านหยุดก้าว ท่านก็เริ่มถอยหลังแล้ว"
"คนเราไม่มีใครล้มเหลว มีแต่ล้มเลิกต่างหาก"
"ผมยอมไม่ได้ ถ้าไม่ยอมพยายาม"
"ผมเป็นคนเดินช้า แต่ผมไม่เคยเดินถอยหลัง"
"โลกทั้งโลกเปิดทางให้กับคนที่รู้ว่าตัวเองจะเดินไปทางไหน"
"หนทางไกลนับหมื่นลี้ ต้องเริ่มต้นด้วยก้าวแรก"
"อย่ากลัวที่จะก้าวไปช้า ๆ จงกลัวที่จะอยู่นิ่งเฉย"
"ถ้าไม่หาทาง ก็ต้องสร้างมันขึ้นมา"
"อย่าคิดว่าคุณจะเดิน เดินไปเลย"
"คนเราแก้อดีตไม่ได้ แต่อาจเปลี่ยนอนาคตได้"
"การเริ่มต้นเป็นเรื่องยาก แต่การก้าวต่อไปเป็นเรื่องยากกว่า"
"คำว่า ดีที่สุด มีไว้สำหรับงานต่อไปเสมอ"
"ความผิดพลาดในอดีต คือบทเรียนสำหรับในอนาคต"
"แม้แต่ปลา ต้องว่ายทวนน้ำเพื่ออยู่รอด"
"ถ้าไม่ใช่คุณแล้วใคร ถ้าไม่ใช่เดี๋ยวนี้แล้วเมื่อไหร่"
"ทางเดียวที่จะถึงเส้นชัย คือก้าวต่อไปข้างหน้า"
"คว้าทุกโอกาสให้ได้"
"ผมไปได้ทุกที่ ขอเพียงแต่ต้องไปข้างหน้า"
"อย่ากลัวที่จะก้าวยาว ๆ เมื่อต้องข้ามอุปสรรคที่ยิ่งใหญ่"
"ความใฝ่ฝัน ไม่เคยหยุดยั้ง"
"ความเสี่ยงที่สุด คือการไม่กล้าเสี่ยงเลย"
"จับจ้องที่จุดหมาย ไม่ใช่ที่อุปสรรค"
"ความล้มเหลวที่สุด คือการไม่กล้าแม้แต่จะลองทำ"
"ถ้าเดินตามรอยเท้าคนอื่น ก็ไม่มีรอยเท้าเป็นของตนเอง
สุดท้าย
ถ้าเราไม่เริ่มก้าวแรก ก็จะไม่มีก้าวต่อไป...

ติดตัว เตือนตน

ติดตัว เตือนตน
"เรือที่จอดอยู่ในท่าจะปลอดภัยที่สุด"
"แต่เรือไม่ได้ถูกสร้างมาเพื่อให้จอดอยู่ในท่า"
"เธอจะพบความสวยงามของมหาสมุทรได้อย่างไร"
"หากเธอไม่กล้าพอที่จะออกไปไกลจากฝั่ง"
"สำหรับคนที่มีความอดทน"
"แม้ชั่วโมงที่ยากลำบากที่สุดก็ยาวนานเพียง 60 นาที"
"วันที่ยาวนานที่สุด"
"คือวันที่หัวใจของเธอไม่มีรอยยิ้มและเสียงหัวเราะ"
"ฉันเป็นคนมั่งมี ไม่ใช่เพราะฉันมีมากมาย"
"แต่เป็นเพราะว่าฉันมีมากพอ"
"ถ้ามองแต่ความผิดของคนอื่น เธอจะมีแต่ความเกลียด"
"ถ้ามองแต่ความดีของคนอื่น เธอจะมีแต่ความรัก"
"หากเธอยอมรับประโยชน์จากแสงสว่าง"
"และความอบอุ่นจากดวงอาทิตย์"
"เธอต้องยอมรับผลของพายุของฝนฟ้าคะนองด้วย"
สุดท้าย
ความสำเร็จ ขึ้นอยู่กับการกระทำ... ไม่ใช่การอธิษฐาน